กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าไม่หยุด... พัฒนาการให้บริการ อำนวยความสะดวกผู้ประกอบธุรกิจไทย หวัง!! ยกอันดับ Doing Business และความสามารถในการแข่งขันไทย
วันที่ โพสต์ 2015-10-08 14:06:06

กระทรวงพาณิชย์ หารือร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องปรับปรุงบริการเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบธุรกิจไทย (Ease of Doing Business) ตามข้อเสนอของภาคเอกชน เพื่อร่วมกัน  เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

 

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การประชุมหารือในวันนี้ เป็นผลสืบเนื่องจากการประชุมหารือเพื่อยกระดับการจัดอันดับความยาก-ง่ายในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) ของธนาคารโลกเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2558 ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ  (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) เป็นประธานการประชุม ซึ่งในการประชุมครั้งนั้นภาคเอกชนได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย ได้นำเสนอประเด็น   ที่ขอให้ภาครัฐปรับปรุงบริการเพื่อให้ภาคเอกชนสามารถประกอบธุรกิจได้โดยสะดวก รวดเร็ว และง่ายมากขึ้น

 

โดยกระทรวงพาณิชย์ได้หารือร่วมกับภาคเอกชนในประเด็นที่เกี่ยวข้องไปเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2558 ที่ผ่านมา เพื่อวางแนวทางปรับปรุงบริการตามที่เอกชนเสนอแนะและได้ดำเนินการแล้ว ซึ่งผลเป็นที่น่าพอใจของทุกฝ่าย  อีกทั้งภาคเอกชนก็พร้อมและยินดีที่จะประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบธุรกิจได้รับรู้แนวทางปฏิบัติต่างๆ  โดยการประชุมในวันนี้เป็นการรายงานความคืบหน้าในการปรับปรุงบริการดังกล่าวให้ที่ประชุมทราบ

 

สำหรับประเด็นที่กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการปรับปรุงบริการตามที่ภาคเอกชนเสนอแนะแล้ว     มีอยู่ 4 ประเด็นคือ

 

ประเด็นแรก การจดทะเบียนวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งธุรกิจ โดยขอให้ระบุวัตถุประสงค์แบบกว้าง หรือแบบ Negative List ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พิจารณาแล้วเห็นว่า นิติบุคคลมีความสามารถจำกัดภายใต้ขอบอำนาจตามวัตถุประสงค์ของนิติบุคคล กิจการที่อยู่นอกเหนือไปจากวัตถุประสงค์ที่กำหนดจะไม่ใช่การกระทำของนิติบุคคลนั้น การระบุวัตถุประสงค์เท่ากับเป็นการระบุขอบเขตอำนาจของห้างหุ้นส่วนบริษัทให้ชัดเจนขึ้น หากระบุวัตถุประสงค์ไม่ชัดเจนอาจทำให้ไม่ทราบว่าวัตถุประสงค์นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อีกทั้งยังอาจก่อให้เกิดปัญหาในการติดต่อธุรกิจหรือทำการค้าขายกับคู่ค้า และ     การขออนุญาตประกอบกิจการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับนิติบุคคลรายนั้นได้ เนื่องจากคู่ค้าหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ทราบว่านิติบุคคลนั้นประกอบธุรกิจใด

 

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ยังได้ปรับปรุงการให้บริการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดขั้นตอน ระยะเวลา และค่าใช้จ่ายต่างๆ ของภาคเอกชนไม่ว่าจะเป็นการให้บริการ ณ จุดเดียว (Single point) โดยสามารถยื่นจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า) ขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (กรมสรรพากร) และขอขึ้นทะเบียนนายจ้าง (สำนักงานประกันสังคม) รวมทั้งยื่นสำเนาข้อบังคับการทำงาน กรณีมีลูกจ้างมากกว่า ๑๐ คนขึ้นไป (กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน) ณ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งมารับบริการได้ที่จุดเดียว ใช้เวลาภายใน ๖๐ นาที นอกจากนี้ภายในปี 2560 กรมฯ จะเพิ่มความสะดวกมากยิ่งขึ้นด้วยการนำเทคโนโลยีมาให้บริการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Registration) อีกด้วย

 

ประเด็นที่ 2 คือ การมอบอำนาจให้ลงนามในคำขอจดทะเบียนแทนกรรมการ ไม่ว่าจะเป็นการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ รวมถึงการจดทะเบียนแก้ไขรายละเอียดในแบบ บอจ.3 (เช่น แก้ไขกรรมการ ที่อยู่บริษัท เงื่อนไขการลงนามของกรรมการฯลฯ) ประเด็นนี้ กระทรวงพาณิชย์ ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า การมอบอำนาจให้บุคคลอื่นลงลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียนแทน รวมถึงมอบอำนาจให้ผู้อื่นเข้าประชุมแทนในการประชุมคณะกรรมการของบริษัทเป็นเรื่องเฉพาะตัวของกรรมการ ซึ่งกระทรวงฯ ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบธุรกิจ โดยผู้ขอจดทะเบียนสามารถลงนามในคำขอจดทะเบียนต่อหน้าทนายความหรือผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ เป็นการลดภาระของผู้ประกอบธุรกิจไม่ต้องเดินทางมาลงนามในคำขอต่อหน้านายทะเบียนด้วยตนเอง

 

ประเด็นที่ 3 คือ การอำนวยความสะดวกอื่นๆ ขณะนี้กระทรวงฯ ก็ได้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการยื่นคำขอจดทะเบียนกรณีที่มีเอกสารประกอบจำนวนมากเช่น การจดทะเบียนเพิ่มหรือยกเลิกสำนักงานสาขา โดยกำหนดให้ผู้ขอจดทะเบียน “แจ้งเฉพาะสาขาที่จะทำการเพิ่มเติมเท่านั้น โดยไม่ต้องระบุที่ตั้งสำนักงานสาขาทั้งหมด” เหมือนที่ผ่านมา

 

และประเด็นสุดท้ายคือ การขออนุญาตประกอบธุรกิจคลังสินค้า ไซโล และห้องเย็น ซึ่งมีหลายขั้นตอน กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในได้มีการปรับปรุงกฎหมาย โดยออกพ.ร.บ. คลังสินค้า ไซโล และห้องเย็น พ.ศ.2558 ซึ่งสาระสำคัญของกฎหมายได้ปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์ใหม่โดยเป็นการขอความเห็นชอบจากอธิบดีกรมการค้าภายใน (เดิมต้องขอจากรัฐมนตรี) ซึ่งทำให้กระบวนการขออนุญาตรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ได้ประกาศราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวันที่ 27 ส.ค.58 และมีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 120 วัน นับตั้งแต่วันประกาศ ซึ่งก็คือวันที่ 25 ธ.ค.58 เป็นต้นไป

 

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “กระทรวงพาณิชย์ ได้ให้ความสำคัญกับการปรับปรุงบริการเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบธุรกิจไทยเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะช่วยให้ผู้ประกอบธุรกิจดำเนินธุรกิจได้ง่าย รวดเร็ว และลดภาระค่าใช้จ่าย รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบธุรกิจแล้ว ยังมีผลต่อการจัดอันดับความยาก-ง่ายในการประกอบธุรกิจ (Doing Business) ของธนาคารโลก อันจะส่งต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นในการเข้ามาประกอบธุรกิจของนักลงทุนที่จะเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย และส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่จะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดด้วย”

ความคิดเห็น
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1. กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม อย่างวิญญูชน พึงกระทำ พร้อมลงนาม
2. ทีม federationthaisme.org ขอสงวนสิทธิ์ ในการลบข้อความที่ หมิ่นต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัติย์
3. ไม่ควรใช้ ถ้อยคำที่ หยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด กล่าวหาให้ร้ายผู้อื่น หรือสร้างความแตกแยก ในสังคม
4. ทุกความคิดเห็นนั้น ไม่เกี่ยวข้องกับ ทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ และ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฏหมายได้ทุกกรณี ประกอบกับ ทีมงาม ขอสงวนสิทธิ์ใน การลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆต่อเจ้าของความเห็น