เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลดี หรือผลเสียอย่างไรจาก TPP เขตการค้าเสรีมิติใหม่ (โดยรศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์)
วันที่ โพสต์ 2015-10-21 16:33:13

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา 12ประเทศสมาชิก Trans-Pacific Partnership (TPP) ก็ได้บรรลุข้อตกลงหลังจากมีความพยายามเจรจาตลอด 5 ปี โดย 12 ประเทศดังกล่าวมีอยู่ 2 ฝากมหาสมุทรแปซิฟิก อันประกอบด้วย ฝั่งแปซิฟิกตะวันออก 5 ประเทศคือ แคนาดา สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก เปรู ชิลี กับอีก 7 ประเทศอยู่ฝั่งเอเชียแปซิฟิก ประกอบด้วย 4 ประเทศอาเซียนคือ สิงคโปร์ บรูไน มาเลเซีย และเวียดนาม กับอีก 3 ประเทศคือ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ โดยทั้ง 12 ประเทศล้วนเป็นสมาชิกของ APEC ซึ่งมีจำนวน 21 ประเทศ

 

TPP กำเนิดจากแนวความคิดของนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์คือ นาย โก๊ะ จ๊กตง ร่วมกับผู้นำของชิลีและนิวซีแลนด์ โดยในการประชุม APEC ปี 2002 ที่เม็กซิโก ผู้นำทั้ง 3 ประเทศได้มีการแยกตัวออกมาประชุมเพื่อจัดตั้ง TPP ในลักษณะของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในลักษณะเป็นเขตการค้าเสรี หลังจากนั้นเมื่อปี 2005 บรูไนก็เข้าร่วมเป็นประเทศที่ 4 และในปี 2008 เป็นต้นมาก็มีการขยายวงโดยมีประเทศสมาชิกเพิ่มขึ้นอีก 8 ประเทศ และในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ทั้ง 12 ประเทศ โดยเฉพาะแรงผลักดันของประธานาธิบดีโอบามาก็มีการเจรจาเพื่อหาข้อสรุปตกลงกันได้เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ที่ผ่านมา ทั้งนี้ ข้อตกลงของ TPP ยังไม่มีผลบังคับใช้เพราะต้องผ่านขั้นตอนในการให้สัตยาบันของรัฐสภาในประเทศสมาชิกซึ่งต้องใช้เวลาอีก 6 เดือนถึง 1 ปี ทั้งนี้ข้อตกลง TPP มีลักษณะเป็นมากกว่าเขตการค้าเสรี เนื่องจากครอบคลุมหลายมิติ ตั้งแต่การส่งเสริมการเปิดเสรีทางการค้า บริการ การลงทุน การกำหนดมาตรฐานสิ่งแวดล้อม มาตรฐานแรงงาน ตลอดจนการปกป้องสิทธิทางปัญญา อีกทั้งมีการกำหนดเงื่อนไขในการลงโทษประเทศที่ฝ่าฟืน

 

TPP จึงถูกมองว่า เป็นข้อตกลงของศตวรรษที่ 21 คือครอบคลุมตั้งแต่เขตการค้าเสรีไปสู่มิติใหม่เป็นการรวมกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด โดยครอบคลุม 40% ของ GDP โลก และปริมาณการค้าเท่ากับ 1 ใน 3 ของโลก

 

ความจริง ข้อตกลง TPP ก็เป็นข้อตกลงด้านการจัดตั้งเขตการค้าเสรี (Free Trade Area) ซึ่งหมายถึง สินค้าที่มีแหล่งกำเนิดในประเทศสมาชิก TPP 12 ประเทศ สามารถเข้าออกระหว่างกันโดยมีภาษีศุลกากรเท่ากับ 0 และการกำหนดโควตาเท่ากับ 0 แต่ในความเป็นจริง ประเทศสมาชิกมีเงื่อนเวลาปรับลดกำแพงภาษี คือ ไม่ใช่เท่ากับ 0 โดยทันที โดยนับตั้งแต่การเจรจารอบอุรุกวัยเป็นต้นมา การรวมกลุ่มในลักษณะ Preferential zone ซึ่งยังไม่ใช่เขตการค้าเสรีได้ถูกห้ามโดยเด็ดขาด ดังจะเห็นได้ว่า ข้อตกลงหลายแห่ง เช่น อนุสัญญาโลเม่ ระหว่างกลุ่มประเทศยุโรปกับแอฟริกา คาริเบียน และแปรซิฟิก ต้องแปลงเป็นสนธิสัญญา Cotonou (Cotonou เป็นชื่อเมืองหลวงของประเทศเบนิน ซึ่งอยู่ในทวีปแอฟริกา) โดยเหตุผลดังกล่าว ตั้งแต่ปี 1995 การเจรจารอบอุรุกวัยมีผลบังคับใช้จึงมีลักษณะเป็นเขตการค้าเสรี เพียงแต่หลีกเลี่ยงการกำหนดเงื่อนไขกำแพงภาษีโดยมีเวลาในการปรับตัว แต่เป้าหมายสุดท้ายคือ ปรับให้เหลือ 0

 

การที่การเจรจารอบอุรุกวัยห้ามทำ Preferential zone นั้น มาจากเหตุผลซึ่งขัดกับหลักการประเทศที่ได้รับการอนุเคราะห์ยิ่ง (Most favoured nation: MFN) ซึ่งกำหนดให้ปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันสำหรับสินค้าในประเทศสมาชิก WTO

 

ดังที่ได้กล่าวว่า TPP นอกจากจะมีลักษณะเป็นเขตการค้าเสรี กล่าวคือ มีกำแพงภาษีเท่ากับ 0 และการกำหนดโควตาเท่ากับ 0 แล้ว ยังครอบคลุมเรื่องการส่งเสริมการเปิดเสรีทางการค้า บริการ การลงทุน การกำหนดมาตรฐานสิ่งแวดล้อม มาตรฐานแรงงาน ตลอดจนการปกป้องสิทธิทางปัญญา การเข้าเป็นสมาชิก TPP นั้น จึงมีทั้งด้านบวกและด้านลบ ขึ้นอยู่กับว่า ประเทศดังกล่าวอยู่ในตำแหน่งอะไร เช่น สหรัฐอเมริกาจะได้ประโยชน์จากการเปิดเสรีบริการและการลงทุน การปกป้องสิทธิทางปัญญา การกำหนดมาตรฐานแรงงาน และส่วนหนึ่งสามารถขยายสินค้าไปยังประเทศสมาชิก แต่สหรัฐอเมริกาจะประสบกับด้านลบคือ สินค้าจากประเทศสมาชิกที่มีต้นทุนแรงงานต่ำก็จะเข้าไปในอเมริกาซึ่งจะเกิดปัญหาการว่างงานที่มาจากอุตสาหกรรมประเภทที่แข่งขันไม่ได้ ในกรณีของญี่ปุ่น ข้อดีคือจะขยายตลาดได้กว้างขึ้น โดยเฉพาะตลาดอเมริกา แคนาดา แต่จะถูกกระทบจากสินค้าเกษตรของอเมริกา และประเทศอื่น ๆ ซึ่งจะกระทบกับชาวไร่ชาวนาของญี่ปุ่น ประเทศที่กำลังพัฒนาเช่น ชิลี เปรู หรือมาเลเซียก็จะได้ผลดีในแง่สามารถส่งสินค้ามายังตลาด โดยเฉพาะ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก ได้มากขึ้น เนื่องจากไม่มีกำแพงภาษี แต่ประเทศเหล่านี้จะถูกกระทบจากค่ายาที่แพงขึ้นจากการปกป้องสิทธิทางปัญญา อีกทั้งมาตรฐานที่สูงขึ้นทั้งด้านแรงงานและสิ่งแวดล้อม

 

เป็นที่น่าสังเกตว่า การเข้า TPP มีทั้งด้านบวกและด้านลบ แต่ทำไมทั้ง 12 ประเทศจึงตกลง เหตุผลสำคัญคือ ข้อตกลงประเภทนี้ ประเทศสมาชิกจะมองผลได้ในลักษณะ Absolute gain มิใช่ relative gain กล่าวคือ มีทั้งด้านบวกและลบ แต่หักลบกันสุทธิต้องเป็นบวก ในส่วนที่เป็นด้านลบก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องเข้าไปแก้ไขและบรรเทา น่าสังเกตว่า ถ้ามีโอกาสเข้าร่วมเจรจา ประเทศเหล่านี้ก็มีความได้เปรียบ เพราะสามารถที่จะกดดันและผลักดันข้อสรุปเพื่อรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ ในขณะที่ข้อตกลงยังไม่เสร็จดีกว่ารอจนข้อตกลงเสร็จแล้ว เพราะนั่นหมายความว่า ประเทศดังกล่าวจะไม่มีโอกาสกำหนดทิศทางของข้อตกลง เพียงแต่จะรับหรือไม่รับเท่านั้นเอง

 

ข้อตกลง TPP ทั้ง อเมริกาและญี่ปุ่นถือว่าเป็นการสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขันและถ่วงดุลกับจีน TPP จึงเปรียบเสมือนรูปธรรมของนโยบายตอกหมุดเอเชีย (Pivot  Asia) ของโอบามา การที่นาย Abe นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นตัดสินใจเข้าร่วม TPP เพราะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันซึ่งถือเป็นลูกศรดอกที่ 3 ของนโยบายลูกศร 3 ดอกของญี่ปุ่น ญี่ปุ่นจะได้เปรียบจีนเพราะจะสามารถส่งสินค้าไปอเมริกา แคนาดา และประเทศละตินอเมริกาโดยมีกำแพงภาษีเท่ากับ 0 TPP สำหรับทั้งสองประเทศมหาอำนาจคืออเมริกาและญี่ปุ่นจึงเปรียบเสมือนเป็นเครื่องมือการถ่วงดุลและต่อรองอำนาจระหว่างจีนนั่นเอง

 

TPP จะเป็นประเด็นถกเถียงในไทย ด้านหนึ่งต่อต้านโดยอ้างว่า ยาจะแพงขึ้น จะต้องมีการปรับมาตรฐานแรงงานและสิ่งแวดล้อมสูงขึ้น อีกทั้ง เราไม่จำเป็นต้องทำ TPP เพราะทำเขตการค้าเสรีกับประเทศอื่นไว้แล้ว ยกเว้น อเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก ผลได้จึงไม่คุ้มผลเสีย แต่อีกด้านหนึ่งจะมีแรงกดดันกับนักธุรกิจส่งออก จะเห็นว่า ประเทศไทยจะเสียความสามารถทางการแข่งขันเพิ่มขึ้นอีก สินค้าไทยโดยเฉพาะสิ่งทอ อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ จะไม่สามารถแข่งกับเวียดนาม และมาเลเซียซึ่งอยู่ใน TPP ได้ ยิ่งกว่านั้นประเทศที่อยู่ใน TPP ยังสามารถดึงการลงทุนจากประเทศอื่น ๆ มากขึ้น การลงทุนในไทยจะถูกกดดันให้ย้ายฐานไปเวียดนามและมาเลเซียเพิ่มขึ้น ในกลุ่มยานยนตร์ แม้ไทยจะได้เปรียบในขณะนี้ แต่ถ้าไทยไม่เข้า TPP ในระยะกลางและระยะยาวย่อมประมาทไม่ได้ เนื่องจากเวียดนามหรือมาเลเซียก็สามารถพัฒนาขีดความสามารถในส่วนนี้ได้และจะได้ประโยชน์จากการย้ายฐานการลงทุน เนื่องจากสินค้าใน TPP ด้วยกันไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า

 

ในความเห็นของผู้เขียน การเข้า TPP แม้จะมีทั้งด้านบวกและด้านลบ อีกทั้งมีผู้ต่อต้านก็เยอะ อย่างไรก็ตามผู้เขียนเห็นว่า การไม่เข้าจะมีผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม เพียงแต่การเข้าไปนั้น รัฐบาลจะต้องมีมาตรการส่งเสริมในการบรรเทาผลกระทบในด้านลบไม่ว่าจะเป็นเรื่องยา หรือมาตรฐานอื่น ๆ ใน TPP

 

 
ที่มา : smartsme.tv : รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์
ความคิดเห็น
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1. กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม อย่างวิญญูชน พึงกระทำ พร้อมลงนาม
2. ทีม federationthaisme.org ขอสงวนสิทธิ์ ในการลบข้อความที่ หมิ่นต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัติย์
3. ไม่ควรใช้ ถ้อยคำที่ หยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด กล่าวหาให้ร้ายผู้อื่น หรือสร้างความแตกแยก ในสังคม
4. ทุกความคิดเห็นนั้น ไม่เกี่ยวข้องกับ ทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ และ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฏหมายได้ทุกกรณี ประกอบกับ ทีมงาม ขอสงวนสิทธิ์ใน การลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆต่อเจ้าของความเห็น